นักวิจัยอาเซียนร่วมถกปัญหาการคัดกรองมะเร็งในการประชุมวิชาการนานาชาติ

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มาหาหมอในระยะสุดท้าย พบปัญหาประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองอย่างทั่วถึง และการใช้ฐานข้อมูลผู้ป่วยไม่คุ้มประโยชน์
อ่าน 413 ครั้ง
20 พ.ย. 2562    Chumporn Para

                คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ National Taiwan University, Taipei Medical University  จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง ครั้งที่ 11 หรือ  The 11th International Asian Conference on Cancer Screening  (The 11th IACCS) ระหว่างวันที่ 17-20พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมโฆษะขอนแก่น  เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการคัดกรองโรคมะเร็ง รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระดับภูมิภาคระหว่างสถาบันวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายสู่ระดับชุมชน ระดับชาติ และภูมิภาคอาเซียน

                ตลอดระยะเวลา 4 วัน ของการประชุมวิชาการ มีทั้งการบรรยายพิเศษและการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการกับตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง  พิธีรำลึกถึงเกียรติประวัติของ ศ.ดร. สุพรรณี  พรหมเทศ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการระบาดและชีวสถิติ  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ที่มีผลงานวิจัยด้านระบาดวิทยา ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติใต้หวัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำวิจัยและพัฒนางานด้านวิชาการในครั้งนี้  (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว)   จากนั้นมีพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยด้านโรคมะเร็ง ระหว่างโรงพยาบาลมะเร็งในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กับ กลุ่มวิจัยวิทยาการระบาด และการป้องกันโรคมะเร็งในภูมิภาคอาเซียน  คณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น   โดยมี  รศ.นพ.ชาญชัย  พานทอง  วิริยะกุล รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมลงนาม กับ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  และในวันสุดท้ายคณะนักวิจัยและผู้ร่วมประชุมได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ศูนย์มะเร็ง นครหลวงเวียงจันทร์ ประเทศลาว   (Cancer Center of Laos PDR, Vientiane,Laos)
                รศ.ดร.พงษ์เดช  สารการ  หัวหน้ากลุ่มวิจัย ACEP (ASEAN Cancer Epidemiology and Prevention Research Group)   คณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น   กล่าวว่า  ความร่วมมือกับ National Taiwan University , Taipei Medical University   และได้รับความร่วมมือจาก ผศ.นพ. ภัทรวุฒิ  วัฒนศัพท์  สาขาวิชา โสต ศอ นาสิก วิทยา  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาร่วมเป็นทีมนักวิจัยในครั้งนี้ด้วย ที่ผ่านมาได้มีการทำกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่การเรียนการสอน  การทำวิจัยร่วมกัน  เน้นการทำวิจัยมะเร็ง การคัดกรองมะเร็ง ขณะนี้มีโครงการวิจัยเชิงทดลองที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เป็นการทดลองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง เป็นการตรวจคัดกรอง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติใต้หวัน  และ Taipei Medical University  มีระยะเวลา 6 ปี    ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ลำไส้ตรง ในระดับประเทศ เพราะฉะนั้นการทำวิจัยในอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จะเป็นต้นแบบขยายสู่ประเทศอาเซียน  ซึ่งได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติเหว่  ประเทศเวียดนาม  มีนักศึกษาปริญญาเอก จากเวียดนาม ที่มาเรียนปริญญาเอกกับคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้ทำการพัฒนาวิทยานิพนธ์ ในเรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งที่ประเทศเวียดนาม  ในอนาคตจะมีการขยายการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากไปที่ประเทศลาว

                    ข้อดีที่ได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติใต้หวัน  เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติใต้หวัน มีนักวิจัยที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรองมะเร็ง การรักษาโรคติดต่อไม่เรื้อรังหรือ NCD เพราะฉะนั้นจุดแข็งตรงนี้ จะส่งผลดีต่อการขอทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างประเทศ และโอกาสด้านทรัพยากรบุคคลที่เป็นเครือข่ายของใต้หวั่นอีกด้วย ทำให้เพิ่มโอกาสในการทำงานกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศโดยผ่านมหาวิทยาลัยใต้หวัน
                 นายแพทย์สมศักดิ์  อรรฆศิลป์  อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า   กรมการแพทย์เป็นกรมวิชาการ ซึ่งมีสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และโรงพยาบาลมะเร็งที่อยู่ต่างจังหวัด 7 แห่ง ทำการรวบรวมข้อมูล ของผู้ป่วยมะเร็ง ตั้งแต่เรื่องการป้องกันการคัดกรอง และการรักษา มีข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ ปัญญาที่เกิดขึ้นคือ ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลผู้ป่วยอย่างเต็มที่นัก นั้นคือเหตุผลที่ต้องมีการร่วมมือกับ กลุ่มวิจัย   ASEAN Cancer Epidemiology and Prevention Research Group  กลุ่มวิจัย  ACEP  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ภายใต้การความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน  จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งคืออะไร จะส่งผลดีต่อกางวางแผนป้องกัน การรักษา อย่างเป็นระบบ  ยกตัวอย่าง เช่น หากนำระบบ AI มาใช้ในการอ่านผลการคัดกรอง เราอาจสามารถลดภาระให้ผู้เชี่ยวชาญในการอ่านผลได้ และเกิดความแม่นยำมากขึ้น  การส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว  การรักษาก็จะได้ผลดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นกรมการแพทย์ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการป้องกันและค้นหาและรักษาผู้ป่วยมะเร็งให้มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศต่อไป
                Prof.Tony Hsiu His Chen  President of IACCS Network  กล่าวว่า  การให้บริการตรวจสุขภาพประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ   National Taiwan University มีความเชี่ยวชาญและเข้มแข็งในการทำงานกับชุมชน การแพทย์ ด้านสาธารณสุข   และมีความยินดีที่จะพัฒนางานด้านวิชาการ ร่วมกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เช่น การทำวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษา  รวมถึงความร่วมมือในการทำชุดวิจัยเชิงทดลองที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนานักวิจัยหน้าใหม่เพื่อผลิตผลงานตีพิมพ์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้นักศึกษาและนักวิจัยได้พัฒนา Innovation  ขยายผลการวิจัยไปสู่ประเทศอาเซียนต่อไป       
                การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ในครั้งนี้ถือเป็นการกระตุ้นเตือนถึงภัยเงียบของมะเร็งลำไส้ใหญ่ลำไส้ตรง สถิติการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองมะเร็งที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น พบอัตราการชุกของการเกิดโรคมะเร็ง มีประมาณ 7 %  เครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะสามารถช่วยยับยั้ง ความรุนแรงของโรค ได้คือ ระบบการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ  เพราะมะเร็งบางประเภทถ้าตรวจพบได้เร็วก็สามารถจะรักษาได้ เพราะฉะนั้นการตรวจคัดกรองที่ดีจะต้องมีเทคนิควิธีการ ให้คนเข้าร่วมการตรวจคัดกรองให้มากขึ้น  ประเทศไทยมีความพยายามจะหาวิธีการทำให้ ประชาชนสามารถเข้าร่วมได้มากขึ้นและได้ประโยชน์จากการตรวจคัดกรองมากที่สุด นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายนักวิจัย  ปัจจุบันตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่  ตรวจโดยใช้อุจาระ ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Fit  ดูค่าความเข้มข้นของฮีโมโกบิลที่เกินค่ามาตรฐานประมาณ 100 ขึ้นไป เป็น  positive  แต่ยังไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง เป็นแค่ร่องรอยของการเกิดมะเร็ง ต้องยืนยันผลด้วยการส่องกล้อง หรือ การตรวจโคโลโนสโคป   มะเร็งลำไส้มีระยะเวลาฟักตัว 10 ปี  เพราะฉะนั้นถ้าตรวจเจอในระยะแรกจะสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาเช่น การตัดชิ้นเนื้อ หรือตัดเซลล์บางอย่าง ออกเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้  การตรวจคัดกรอง มุ่งเน้นกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป  มีอาการท้องอืดเป็นประจำ  แต่โดยปกติแล้วมะเร็งหลายๆชนิด มักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มต้น  เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรตรวจดูอุจาระเพื่อตรวจดูมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง ร่วมด้วย

ข่าวโดย ชุตินันท์  พันธ์จรุง

ภาพโดย  ณัฐพงษ์  ชำนาญเอื้อ  และเครือข่ายประชาสัมพันธ์ คณะสาธารณสุขศาสตร์


ข่าวอื่นๆในหมวดหมู่

อ่านข่าวทั้งหมด »

ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวล่าสุด »

ข่าวหนังสือพิมพ์

อ่านข่าวทั้งหมด »

ปฏิทินกิจกรรม

ดูกิจกรรมทั้งหมด »